ถ้าใครติดตามเรื่องราวของวินโดวส์วิสต้ามาตลอดจะสังเกตเห็นฟีเจอร์หนึ่งที่มีความน่าสนใจ หรือจะว่าไปแล้วน่าสงสัยมากกว่าว่ามันจะเข้ามาช่วยให้ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้นได้จริงหรือ และถ้าทำให้มันเพิ่มขึ้นได้มันสามารถทำได้อย่างไรกันแน่ ฟีเจอร์ที่ผมพูดถึงนี้ก็คือ ReadyBoost นั่นเอง
ซึ่งฟีเจอร์นี้จะเป็นการนำเอายูเอสบีแฟลชไดรฟ์ธรรมดาที่เราใช้เก็บข้อมูลกันอยู่ทุกวันนี่แหละครับมาเพิ่มเป็นหน่วยความจำหรือแรมของระบบ งานนี้ใครที่อยากได้แรมบนเครื่องเยอะๆ คงตาลุกวาวแล้วใช่ไหมครับ แฟลชไดรฟ์ 2 กิกะไบต์ราคาอยู่ที่ประมาณพันเดียวเท่านั้นเอง ว่าแต่มันจะเร็วได้อย่างที่คุณต้องการจริงหรือ
เผยการทำงาน ReadyBoost
หากพูดถึงหน่วยความจำอย่างแรมแล้วถ้าต้องการสิ่งที่เร็วกว่าก็คงต้องพูดถึงแคชซึ่งอยู่ในตัวซีพียูแล้วล่ะครับ ไม่มีหน่วยความจำที่เร็วกว่าแล้ว โดยเฉพาะแฟลชไดรฟ์ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกันเลยทีเดียวช้ามากๆ แล้วถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ReadyBoost จะได้ประโยชน์อะไรจากการนำแฟลชไดรฟ์มาทำเป็นหน่วยความจำ มันจะไม่ยิ่งช้าลงไปอีกหรือไงนะ
ตามปกติบนระบบปฏิบัติการอย่างวินโดวส์หากคุณคอมพิวเตอร์ของคุณมีหน่วยความจำจำกัด แต่ต้องการรันโปรแกรมที่กินหน่วยความจำมากๆ แล้วล่ะก็สิ่งที่คอมพิวเตอร์จะทำก็คือการนำข้อมูลในหน่วยความจำไปฝากไว้บนฮาร์ดดิสก์ที่เรียกว่าการทำ Page Files หรือ Swap หรือ Virtual Memory นั้นแหละครับ พอจะเห็นภาพแล้วใช่ไหมครับว่า ReadyBoost จะใช้ประโยชน์อะไรจากแฟลชไดรฟ์
การทำงานโดยอาศัย Virtual Memory เพื่อช่วยเพิ่มขนาดของหน่วยความจำ
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ใครๆ ก็ทราบดีครับว่าฮาร์ดดิสก์ที่เราใช้งานกันอยู่นั้นก็มีความเร็วที่สูงกว่า แฟลชไดรฟ์อยู่ดี นอกจากนี้ที่ตัวฮาร์ดดิสก์ก็ยังมีแคชที่มีความเร็วสูงทำหน้าที่เป็นบัฟเฟอร์อีกชั้นอีกด้วย งานนี้แฟลชไดรฟ์จะเร็วกว่าได้อย่างน่าคิดครับ
จากการหาข้อมูลต่างๆ มาพอสมควรก็พอจะสรุปได้ว่า แฟลชไดรฟ์นั้นมีเร็วในอ่าน/เขียนข้อมูลที่ช้ากว่าฮาร์ดดิสก์ก็จริงอยู่ แต่เรื่องของการค้นหาข้อมูลนั้นสามารถทำได้อย่างรวดเร็วมาก เนื่องจากฮาร์ดดิสก์จำเป็นต้องเสียเวลาในการเคลื่อนย้ายหัวอ่านไปตามจุดต่างๆ บนฮาร์ดดิสก์เพื่ออ่านข้อมูล ดังนั้นถ้าข้อมูลเป็นข้อมูลขนาดเล็กและกระจายตัวกันอยู่ ฮาร์ดดิสก์จะต้องเสียเวลาในส่วนนี้มากเลยทีเดียวในขณะที่แฟลชไดรฟ์สามารถทำงานได้เร็วกว่า
การทำงานของ ReadyBoost ที่นำแฟลชไดรฟ์เข้ามาช่วย
ด้วยเหตุนี้ ReadyBoost จึงได้ใช้ประโยชน์จากแฟลชไดรฟ์มาเป็นตัวช่วยเสริมการทำ Page File ให้ดีมากยิ่งขึ้น โดยจะเน้นไปที่การทำงานร่วมกับไฟล์ขนาดเล็กมากกว่า อย่างเช่นการเก็บแคชเล็กๆ หรือไฟล์ DLL ที่โปรแกรมอาจจะต้องมีการเรียกใช้งานบ่อยๆ ช่วยให้การตอบสนองของเครื่องมีความเร็วมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องรอการอ่านข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ นอกจากนี้ยังช่วยให้การทำงานของฮาร์ดดิสก์ไม่ถูกขัดจังหวะเวลาที่มีการอ่านไฟล์ข้อมูลขนาดใหญ่ๆ ที่มีความต่อเนื่องกันอีกด้วย
ไม่ใช่แฟลชไดรฟ์ทุกตัวจะสามารถใช้ได้
จากที่ได้กล่าวมาข้างต้น คงพอจะทำให้หลายๆ คนหายสงสัยได้แล้วนะครับว่าแฟลชไดรฟ์จะมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอย่างไรในเมื่อความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูลออกจะช้าไปกว่าฮาร์ดดิสก์ด้วยซ้ำ
มาถึงนี้สำหรับผู้ที่สนใจในการทำ ReadyBoost อาจจะเตรียมหยิบแฟลชไดรฟ์ที่คุณใช้งานอยู่ขึ้นมาถือไว้ในมือเตรียมตัวที่จะใช้งานกันแล้ว แต่เดี๋ยวก่อนครับ ไม่ใช่ว่าแฟลชไดรฟ์ทุกอันจะสามารถทำงานร่วมกับ ReadyBoost ได้ทั้งหมดนะครับ แฟลชไดรฟ์ที่คุณจะนำมาใช้ต้องมีคุณสมบัติที่ใช้งานร่วมกับ ReadyBoost ได้ด้วย สำหรับแฟลชไดรฟ์ที่สามารถทำงานร่วมกับฟีเจอร์ ReadyBoost ได้นั้นจำเป็นต้องมีคุณสมบัติตามที่ไมโครซอฟต์กำหนดอยู่ ซึ่งก็ไม่ได้หมายถึงต้องการออกแบบมาเป็นพิเศษหรอกนะครับ
แฟลชไดรฟ์ทั่วไปที่ออกมาก่อนวิสต้าจะเปิดตัวออกมาก็สามารถใช้งานได้แต่จะต้องมีความเร็วในการอ่านข้อมูล 2.5 เมกะไบต์ต่อวินาที ในการสุ่มอ่านข้อมูลแบบ 4K และมีความเร็วในการเขียนข้อมูลอยู่ที่ 1.5 เมกะไบต์ต่อวินาที ในการสุ่มเขียนข้อมูลแบบ 512K
เห็นแล้วใช่ไหมครับ แค่มีความเร็วในการทำงานถึงระดับที่กำหนดก็สามารถใช้งานยูเอสบีแฟลชไดรฟ์นั้นๆ กับ ReadyBoost ได้แล้ว แต่ปัญหาก็อยู่ที่แฟลชไดรฟ์ส่วนใหญ่ที่ขายกันอยู่ไม่ได้ระบุความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูลมาด้วย จึงทำให้ผู้ใช้อาจจะเลือกซื้อลำบากพอสมควร ส่วนวิธีการทดสอบว่ามันสามารถทำงานกับ ReadyBoost ได้หรือไม่ก็ง่ายๆ เลยครับ เพียงแค่เสียบแฟลชไดรฟ์นั้นๆ เข้ากับพอร์ตยูเอสบีของเครื่องที่ติดตั้งวินโดวส์วิสต้าไว้และรองรับฟีเจอร์ ReadyBoost ด้วย ซึ่งตัววิสต้าจะทำหน้าที่ตรวจสอบประสิทธิภาพของแฟลชไดรฟ์นั้นๆ ว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ เพราะ ReadyBoost ฉลาดพอที่จะเลือกแฟลชไดรฟ์ที่จะนำมาใช้ว่าต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่ใช่ถ่วงลงนั่นเอง
ReadyBoost ไม่ได้จำกัดไว้เฉพาะเพียงแค่ยูเอสบีแฟลชไดรฟ์เท่านั้น แต่มันยังรวมถึงแฟลชเมโมรีชนิดต่างๆ อีกด้วยไม่ว่าจะเป็นการ์ด Compact Flash, SD Card, MMC, xD, MemoryStick ก็สามารถจะนำมาใช้งานได้เช่นกัน
ความปลอดภัยของข้อมูล
นี่เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจครับ เพราะผมเองก็เคยตั้งคำถามอยู่เหมือนกันว่าถ้าหากคุณใช้ ReadyBoost อยู่ แล้วก็มีมือดีมาถอดแฟลชไดรฟ์ของคุณออก จะเกิดอะไรขึ้น เครื่องจะแฮงก์หรือไม่ และข้อมูลที่ค้างอยู่ในแฟลชไดรฟ์จะเป็นอย่างไร
ประการแรกเลยข้อมูลที่อยู่ในแฟลชไดรฟ์เป็นเสมอกับแคชหรือข้อมูลที่ถูกเรียกใช้งานบ่อยๆ เท่านั้น ดังนั้นถ้าหากว่าอยู่ดีๆ ข้อมูลตรงส่วนนี้หายไป ก็ไม่เป็นไรเพราะยังมีข้อมูลจริงๆ ให้ไปเรียกใช้งานบนฮาร์ดดิสก์อีกรอบหนึ่ง แต่อาจจะช้าลงกว่าเดิมเท่านั้นเอง ดังนั้นข้อมูลต่างๆ ของคุณจึงไม่เสียหาย แต่ถึงอย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลและตัวแฟลชไดรฟ์เองก็ควรจะใช้คำสั่ง Safely Remove เพื่อให้ ReadyBoost หยุดการทำงานเสียก่อนครับ
อีกด้านหนึ่งคือตัวแฟลชไดรฟ์ถ้าถูกถอดออกโดยไม่ได้ใช้คำสั่ง Safely Remove ก็จะทำให้ข้อมูลที่เก็บไว้เป็นแคชยังคงตกค้างอยู่ในแฟลชไดรฟ์อยู่ ซึ่งถ้าหากเป็นข้อมูลทั่วไปก็คงไม่เป็นอะไรมากนัก แต่ถ้าเป็นข้อมูลที่สำคัญที่ของคุณก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ดีแน่ๆ ปัญหาตรงนี้ไม่ต้องเป็นห่วงเนื่องจาก ReadyBoost มีการเข้ารหัสไฟล์ข้อมูลเอาไว้ ทำให้ไม่มีใครสามารถมาเปิดอ่านข้อมูลของคุณที่ตกค้างอยู่ในแฟลชไดรฟ์ได้ในกรณีที่ถูกถอดออกทันทีทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจครับ
การใช้งาน ReadyBoost
คราวนี้ก็มาถึงการใช้งาน ReadyBoost กันจริงๆ ซะทีว่ามีขั้นตอนการใช้งานอย่างไรบ้าง จริงๆ แล้วการตั้งค่า ReadyBoost สามารถทำได้อย่างง่ายดายมากๆ เพียงแค่เสียบแฟลชไดรฟ์ของคุณเข้ากับช่องยูเอสบี 2.0 บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณแล้วรอให้ระบบสแกนแฟลชไดรฟ์ของคุณ ซึ่งถ้าแฟลชไดรฟ์ของคุณสามารถใช้งานร่วมกัน ReadyBoost ได้ก็จะมีตัวเลือกว่า Speed up my system ดังในภาพ
หน้าต่าง ReadyBoost จะปรากฏขึ้นมาเพื่อให้คุณตั้งค่าการใช้งาน ReadyBoost ว่าต้องการจะใช้พื้นที่บนแฟลชไดรฟ์ขนาดเท่าไหร่
เมื่อตั้งค่าเรียบร้อยแล้วก็เข้าไปดูข้อมูลในยูเอสบีแฟลชไดรฟ์ที่คุณใช้งานก็จะพบไฟล์ ReadyBoost อยู่ ซึ่งไฟล์นี้เป็นข้อมูลที่ใช้ในการเก็บแคชของระบบ และมีขนาดเต็มที่เท่าที่เรากำหนดไว้ข้างต้น และเนื่องจากมันจะต้องมีการอ่าน-เขียนข้อมูลที่บ่อยมากเป็นพิเศษดังนั้นแฟลชไดรฟ์ที่คุณเลือกใช้นอกจากจะมีความเร็วเพียงพอแล้วก็คงมีความทนทานและการทำงานที่น่าเชื่อถือด้วย
การนำแฟลชไดรฟ์ออกจากเครื่องในขณะที่ ReadyBoost กำลังทำงานอยู่นั้นสามารถทำได้ทันทีครับ แต่ไม่แนะนำ เนื่องจากอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายกับระบบได้ ดังนั้นคุณจึงควรจะสั่ง Safely Remove ให้ถูกต้องตามขั้นตอนครับ แต่ทั้งนี้คุณจำเป็นจะต้องปิดระบบ ReadyBoost เสียก่อนไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถใช้คำสั่ง Safely Remove
การปิด ReadyBoost นั้นสามารถทำได้โดยคลิ้กขวาที่ตัวไดรฟ์ใน My Computer แล้วเลือก Properties จากนั้นไปที่แท็บ ReadyBoost เพื่อปิดการทำงาน อาจจะต้องรอสักประมาณ 10-15 วินาทีเพื่อให้ระบบทำการปิด ReadyBoost อย่างสมบูรณ์ก่อน แล้วคุณก็จะสามารถใช้คำสั่ง Safely Remove ได้อย่างปลอดภัยครับ
หากพูดถึงเรื่องประสิทธิภาพว่า ReadyBoost จะสามารถช่วยให้การทำงานของวิสต้าเร็วขึ้นจริงหรือไม่คงบอกได้ลำบากครับ เพราะเหตุผลที่สำคัญๆ เลยก็คือตอนนี้โปรแกรม Benchmark ต่างๆ ยังไม่สามารถรันบนวิสต้าได้ โดยเฉพาะ PCMark ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเห็นผลแตกต่างจากการใช้งานโปรแกรมตัวนี้ได้ค่อนข้างชัดเจนก็ยังไม่รองรับกับวิสต้า คงจะต้องขอติดเอาไว้ก่อนแล้วเมื่อสามารถที่จะทดสอบประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นได้เมื่อไหร่จะรีบนำข้อมูลมานำเสนอทันทีครับ |